“คุณชายน้อยท่านช่างรูปงามนัก” พ่อค้าผ้าที่ใบหน้าดูจะแฝงความอับอายเล็กๆ รีบพูดกล่าวหลังฉางเล่อเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ
ตอนนี้ฉางเล่อดูราวกับคุณชายน้อยตระกูลใหญ่ทันทีที่เขาสวมเสื้อผ้าประณีตที่ถักทอด้วยผ้าไหมชั้นดี และด้วยใบหน้าดุจหยก… สาวใช้หลายคนที่ทำงานในร้านขายผ้ามองฉางเล่อด้วยใบหน้าแดงก่ำ คุณชายตรงหน้าพวกนางช่างราวกับเซียนเนรเทศ เหตุใดบนแดนดินจึงมีบุรุษรูปงามได้ปานนี้
ฉางเล่อไม่ได้สนคำพูดของพ่อค้าผ้ามากนัก เพราะก่อนเข้าร้าน พ่อค้าผ้าก็ไม่ต่างจากมือปราบหน้าประตูเมือง ฉางเล่อจำต้องแสดงฝีมือชกลมเสียงดังสนั่นไปครั้ง จากนั้นโยนก้อนตำลึงเงินใส่พ่อค้าผ้าจึงเข้าใจสถานการณ์
ฉางเล่อตอนนี้เลือกซื้อเสื้อผ้าชั้นดีไปสามชุด
ด้วยระบบปัจจุบันฉางเล่อมีเงินอยู่ในระบบ 48 ตำลึงเงิน หลังซื้อเสื้อผ้าไปสามชุดเหลือเงินอยู่ 47 ตำลึงเงินอยู่ในระบบ ข้อเสียของการใช้เงินจากระบบมีอยู่เล็กน้อย นั่นคือเมื่อนำเงินออกมาแล้วไม่สามารถเก็บกับคืนได้
บนตัวฉางเล่อจึงเก็บไว้แต่เศษเงินตำลึง ซึ่งในโลกใบนี้เรียกค่าเงินที่ต่ำกว่า 1 ตำลึงว่า ‘เหรียญแดง’
เหรียญแดงคือเงินที่ทำจากทองแดงนั่นเอง 1 เหรียญมีขนาดเพียงหนึ่งข้อนิ้วก้อย มีลักษณะทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ประทับตราอักษร “ฉู่” เอาไว้ด้านหน้า ด้านหลังเป็นลายเส้นรูปกิเลน
แม้จะเรียกว่าเหรียญ และทำจากทองแดง เหรียญแดงกับไม่หนามากนัก มันบิดงอได้ง่าย อาจจะเพราะมันหนาเพียง 2 หรือ 3 มิลเท่านั้นในการกะคำนวลของฉางเล่อ เหนืออักษรฉู่เหรียญแดงจะมีรูเล็กๆ 1 รู อาจจะเพราะคนในห้าแว่นแคว้นพบว่าเวลานับเงินแล้วลำบาก จึงมักมีการจัดทำเป็นพวงเหรียญ รูเหนือตัวอักษรฉู่จึงมีเอาไว้เพื่อให้คนร้อยเหรียญเป็นพวงได้
เมื่อกล่าวถึงค่าเงิน ตัวเงินไม่ว่าของแคว้นฉู่หรือจ้าว เว่ยหรืออีกสองแคว้นที่เหลือ… ต่างใช้มาตราฐานเงินที่คล้ายกัน นั่นคือน้ำหนักทองคำ น้ำหนักแร่เงินที่เอามาทำเงินตำลึง รวมถึงทองแดงต่างมีน้ำหนักหน่วยวัดที่เท่ากัน
ความต่างเดียวของเงินตราที่หมุนเวียนห้าแว่นแคว้นคือตราประทับเงินตราที่ต่างกันเท่านั้น
ดังนั้นหากใครนำเงินตราของแคว้นอื่นเข้ามา คนหรือร้านค้าทั่วไปก็ยอมรับได้ทั้งนั้น
นอกจากเหรียญแดง ห้าแว่นแคว้นยังมีค่าเงินที่ละเอียดยิ่งไปว่านี้อีก
เรียกว่าเม็ดเหล็ก ซึ่งเม็ดเหล็กก็คือเหล็กแท้ๆ นั่นเอง โดยเม็ดเหล็กหนึ่งก้อนข้อปลายนิ้วอย 12 ก้อนจะเท่ากับ 1 เหรียญแดง นับเป็นค่าเงินที่ละเอียดและต่ำที่สุด
ส่วน 1 ตำลึงเงินนั้นมีค่าเท่ากับ 120 เหรียญแดง
และ 1 ตำลึงทองนั้นเท่ากับ 24 ตำลึงเงิน
จะเห็นได้ว่าหน่วยวัดเงินตราของโลกนี้ค่อนข้างมีหน่วยวัดที่เป็นเอกลักษณ์
ส่วนมูลค่าของค่าเงินเมื่อเทียบกับโลกเดิมของฉางเล่อนั้น แม้จะเทียบกันอย่างตรงๆ ไม่ได้
แต่หากเทียบจากมูลค่าของอาหารพื้นฐาน 2 หรือ 3 เม็ดเหล็กก็พอหาซื้อซาลาเปาไส้เนื้อถูกๆ กินได้แล้ว เท่ากับว่า 1 เม็ดเหล็กน่าจะประมาณ 2 ถึง 4 หยวนจากโลกเดิมของฉางเล่อ หากวัดกันที่มูลค่าอาหาร
แต่โลกใบนี้หลายสิ่งก็นำไปเทียบกับโลกเดิมไม่ได้ อย่างเช่นยาบำรุงของนักยุทธ์บำรุงโลหิต 1 เทียบทั่วไปก็มีราคาที่ 20 ถึง 30 เหรียญแดงแล้ว นักยุทธ์ทั่วไปกินวันละ 1 ถ้วย จะเห็นได้ว่า ในสัปดาห์หนึ่งอย่างไรก็ใช้เงินเกิน 1 ตำลึงแน่ๆ
สิ่งนี้ทำให้โดยทั่วไปหานักยุทธ์ที่เข้าขั้นยากเหลือเกิน แค่การจะจ้างนักยุทธ์ชั้นเลวทั่วไปซักคน อย่างน้อยๆ ก็ต้องใช้เงินจ้าง 4 5 ตำลึงเงินต่อเดือนถึงจ้างได้ เพราะต่ำกว่านี้นักยุทธ์ทั่วไปก็ไม่มีใครสนใจ เพราะสายอาชีพนี้พลาญเงินหนักมาก
ดังนั้นโดยทั่วไปชนชั้นสามัญชนที่ฝึกยุทธ์เข้าขั้นได้ ปกติต่างเป็นพวกมีพรสวรรค์ไม่มากก็น้อย เพราะพวกเขาไม่มีวันที่จะมีเงินใช้ 20 ถึง 30 เหรียญแดงทุกวันเพื่อซื้อยาบำรุง
ตัวฉางเล่อเองตลอดเจ็ดปีก็ไม่เคยกินยาบำรุงเลย ได้แต่อัดอาหารในค่ายทหารเข้าไปมากๆ เท่านั้น
…
ฉางเล่อให้มองไปที่กระจก แม้โลกใบนี้จะเป็นโลกที่ดูคล้ายจะโบราณ แต่หลายสิ่งหลายอย่างกับพัฒนาไปมากและเป็นไปอย่างน่าสนใจ เพราะนอกจากในร้านที่มีกระจกเงาแล้ว ด้านบนเพดาน ตอนนี้เริ่มใกล้มืดแล้ว แต่ร้านค้าและทั่วทั้งถนนกลับสว่างจ้า
ไม่ใช่เพราะพวกเขาจุดเทียน หรือมีกระแสไฟฟ้าใช้
หากแต่พวกเขามีสิ่งที่เรียกว่า ‘โคมไฟวิญญาณ’ ซึ่งให้เหล่าบัณฑิตอักษรวิญญาณจารึกอักษรมนตรา เมื่อใกล้มืดโคมไฟวิญญาณนี้จะสว่างเอง โคมไฟวิญญาณเหล่านี้นับเป็นของมีหน้ามีตาของบ้านเรือน และตัวเมืองใหญ่ทั้งหลาย 1 โคมราคาถึง 6 ตำลึงเงิน แม้จะราคาแพงขนาดนี้ แต่ทุกร้านก็มีมัน สิ่งนี้คล้ายฟอนิเจอร์แบรนเนมในโลกเก่าของฉางเล่อ หากใครไม่มีก็สะท้อนฐานะของครอบครัว ทุกครอบครัวจึงพยายามมีมัน
สิ่งที่น่าสนใจของโคมไฟวิญญาณคือการทะนุบำรุง เพียงแค่คอยเปรียญถ่านทุกๆ 3 4 วันก็พอ นับว่าใช้งานง่ายไม่ยากอะไร
ตอนแรกฉางเล่อไม่รู้ว่าโคมไฟวิญญาณนี้สร้างได้อย่างไร ภายหลังด้วยความช่างเจรจาและในค่ายทหารมีคนแทบทุกประเภทจึงได้รู้ว่าที่แท้สิ่งที่ระบบตนเรียกว่า ‘วิถีเซียน’ ในแดนที่นักยุทธ์เป็นใหญ่ คนทั่วไปเรียกวิถีบำเพ็ญนี้ว่าผู้บำเพ็ญจิต
และมันค่อนข้างเป็นที่แผ่หลายของชนชั้นสูง โดยเฉพาะในหมู่บัณทิตและหญิงงาม
เหตุเพราะแม้ผู้บำเพ็ญจิตจะไม่นับว่าสามารถยืดอายุขัยได้ตามความเชื่อของคนทั่วไป แต่มันก่อให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า ‘การขยายวัฏจักรชีวิต’
ในหมู่ผู้บำเพ็ญวิญญาณมีคำกล่าวว่า มนุษย์เรามี 5 วัฏฏะจักร,
1 “แรกกำเนิด” หมายถึงช่วงเยาว์ที่สติปัญญาและร่างกายยังไม่สมบูรณ์
2 “รุ่งโรจน์” ความคือเป็นช่วงชีวิตที่ดีที่สุดของชีวิต ร่างกายงดงามและเต็มไปด้วยพลังชีวิตอันไร้ที่สิ้นสุด
3 “มั่นคง” คือช่วงวัฏฏะจักรที่ร่างกายเข้าสู่วัยกลางคน แต่ก็ยังเป็นช่วงเวลาที่งดงาม ในผู้บำเพ็ญวิญญาณกล่าว หากต้องการบรรลุจิตในขั้นสูง ห่วงวัฏฏะจักรมั่นคง คือช่วงสุดท้ายที่ดีที่สุด หลังจากนั้นแม้เพียงทะลวงขั้นย่อย หากเลยช่วงวัฏฏะจักรมั่นคงแห่งชีวิตไปแล้ว ล้วนแต่เสี่ยงอันตราย โชคดีร่างกายเสื่อมถอย โชคร้ายตายได้ในระหว่างทะลวงขั้น
4 “ร่วงโรย”, 5 มรณะ ในสองวัฏฏะจักรสุดท้ายมักไม่มีการกล่าวถึงมากนัก เพราะในสองวัฏฏะจักรนี้ผู้บำเพ็ญวิญญาณนับว่าเกิดการเสื่อมถอยแล้ว
และเมื่อกล่าวถึง 5 วัฏฏะจักรแห่งผู้บำเพ็ญวิญญาณ ก็อดกล่าวถึงสิ่งหนึ่งไม่ได้
ผู้บำเพ็ญวิญญาณนั้น ขอเพียงเข้าขั้นแรกได้ ว่ากันว่าช่วงวัฏฏะจักรแห่งความรุ่งโรจน์จะยาวนานขึ้นอายุ 1 วัฏฏะจักร
ใน 5 วัฏฏะจักรนั้น แต่ละวัฏฏะจักรจะนับว่ามีระยะเวลา 12 ปี แทนอายุมนุษย์ ซึ่งในตำราของผู้บำเพ็ญวิญญาณกล่าวว่าทุกคนมีรากฐานชีวิต 60 ปีด้วยกัน แต่ผู้อายุจะยืนหรือสั้น เกิดการวิถีชีวิตที่ทำให้แต่ละวัฏฏะจักรยาวสั้นไม่เท่ากัน แต่ทุกคนควรรู้ว่าโดยทั่วไปชีวิตแบ่งเป็น 5 ช่วง มีห้าวัฏฏะจักรหมุนเวียนอยู่เสมอ
เสน่ห์แห่งการบำเพ็ญวิญญาณคือ ในผู้บำเพ็ญสำเร็จขั้นแรกได้ รูปโฉมโนมพรรมมักงดงาม ดูอ่อนกว่าไปราว 12 ปีเสมอ
ว่ากันว่าทะลวงถึงด่านกลาง วัฏฏะจักรรุ่งโรจน์มีระยะเวลาเพิ่มเป็น 36 ปี ทำให้ผู้บำเพ็ญวิญญาณชั้นสูง อายุ 40 50 ก็ยังดูเป็นหนุ่มสาว ที่ดีเลิศขั้นสุด คือก้าวสู่ขั้นสูงของผู้บำเพ็ญวิญญาณ
ว่ากันว่า หากยังอายุไม่ถึง 60 ปี ก็ไม่อาจจะสัมผัสความแก่ชราได้เลย ราวกับเป็นหนุ่มสาวอมตะ เพียงแต่แม้จะเป็นผู้บำเพ็ญวิญญาณขั้นสูง แต่ก็มีคนกล่าวกันว่าผู้บำเพ็ญวิญญาณนั้น ทั่วไปก็มักไม่พบว่ามีผู้อายุเกินร้อยปีมากนัก
ดังนั้นในโลกที่วิถียุทธ์รุ่งเรือง วิถีวิญญาณหรือวิถีเซียนในความรู้ของฉางเล่อจึงไม่เป็นที่นิยมมากนัก แต่มันก็ขาดไม่ได้
เพราะด้วยวิถีวิญญาณนำมาซึ่งสิ่งอัศจรรย์มากมาย ดังเช่นโคมไฟวิญญาณ
แต่อนิจจา วิถีวิญญาณนี้กลับมีปัญหา ในผู้คนนับพัน จะหาคนบำเพ็ญวิญญาณได้สักคนก็ลำบากยิ่ง
เมื่อฉางเล่อรู้สิ่งนี้เขาคล้ายนึกถึงข้อมูลบางอย่างที่ปรากฏในวิถีบำเพ็ญนักบวชเต๋าโลกเดิมของตัวเอง มันช่างสอดคล้องกัน…
รากวิญญาณ… ในคนนับพันปรากฏเพียงหนึ่ง
รับเสื้อผ้าที่เจ้าของร่างหออย่างดีใส่มือ ด้านนอกก็มืดค่ำเสียแล้ว เป็นตอนนี้… ฉางเล่อถือโอกาสกล่าวถามอะไรบางอย่างพ่อค้าร้านผ้าเพราะอย่างน้อยเขาก็เป็นคนของเมืองนี้ คงรู้อะไรมากมายกว่าตัวเขา
“ท่านเจ้าของร้าน ไม่ทราบว่าเมืองด่านศิลาแห่งนี้ที่ใดคึกครื้นและเหมาะแก่การร่ำสุรา ถกบทกวีเคียงคู่หญิงงามบ้าง”
ได้ยินคำนี้เจ้าของร้านทำใบหน้าเจ้าชู้ทันที และดูจะดีใจเสียด้วย การหักหน้าฉางเล่อก่อนหน้านี้ทำเจ้าของร้านกังวลว่าฉางเล่อจะผูกใจเจ็บ ไม่นานฉางเล่อก็ได้รับคำแนะนำเกี่ยวกับหอโคมแดงที่เรื่องชื่อที่สุดของเมือง
ฉางเล่อในมือมี 47 ตำลึงเงิน หากใช้จ่ายดีๆ น่าจะหาหญิงงามเซ็นสัญญาเป็นนางโลมของตนได้ฉางเล่อคิด
…
2 ชั่วยามต่อมา
