Skip to main content

“พี่ใหญ่ฉางเล่อข้า… ข้าไม่อยากตาย พี่ใหญ่ฉางเล่อ…  ข้า…”

“ไอ้เด็กแซ่หลี่ เจ้าต้องเชื่อข้า ในเมื่อเจ้าเรียกข้าว่าพี่ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นตายร้ายดีอย่างไรข้าก็ต้องช่วยเจ้าให้ได้ ไอ้เด็กโง่จำคำข้าไว้ เจ้าต้องอดทนและห้ามหลับ ขอเพียงแค่คืนนี้เจ้าอดทนและไม่หลับไป ดูนี่ ดูในมือข้านี่สิ ‘สารแต่งตั้งขุนนางขั้นแปด’ ที่เจ้าใฝ่ฝันไง เจ้าจะไม่ต้องเป็นทาสอีกต่อไป และเจ้าจะได้เป็นขุนนางที่เจ้าใฝ่ฝัน เจ้าจะได้กลับไปพบครอบครัวของเจ้าอย่างภาคภูมิดังที่เจ้าฝันไว้ไงไอ้เด็กโง่ ดังนั้นเจ้าห้ามหลับ!!!”

แม้จะแผดเสียง แม้จะจับเขย่าร่างอย่างสุดแรง แต่ร่างเด็กหนุ่มแซ่หลี่ผู้มีแผลเป็นกลางใบหน้าก็… ไม่อาจหนีพ้นซึ่งความตาย

ร่างเด็กหนุ่มค่อยๆ เย็นเฉียบ

‘ฉางเล่อ’ เด็กหนุ่มร่างผอมแผดเสียงดังสนั่นป่าอันเงียบงัน ณ ราตรีอันเงียบงัน ด้วยเสียงคำรามอันบ้าคลั่งทำฝูงนกกลางคืนหวาดกลัว พวกมันโผบินหนีเสียงคำรามของฉางเล่อ

ในอ้อมกอด ‘ฉางเล่อ’ เด็กหนุ่มรูปงาม แม้ใบหน้าจะไม่หมดจรด   อาจจะเพราะชีวิตของเด็กหนุ่มผู้นี้ไม่ง่ายดาย จำต้องตรากตรำผ่านความทุกข์ยากมาไม่น้อย ใบหน้าหล่อเหลาที่ควรสะอาดตากับมีบาดแผลลากลึกผ่ากลางใบหน้า  สง่าราศีที่ราวกับบัณฑิตหายไป และด้วยผิวที่ต้องลมฝนและกรำแดดมานานก็ทำให้หนุ่มผู้มีโครงใบหน้ารูปงามผู้นี้ถูกลดทอนเสน่ห์แห่งรูปลักษณ์ลงไปอีกชั้นหนึ่ง แต่มันก็ถูกแทนด้วยความกร้านโลกเป็นเสน่ห์ลุ่มลึกแห่งบุรุษกล้าแทน นอกจากนั้นทั่วกายยังมีกลิ่นอายแห่งความตายหนาแน่น

แต่ก็แน่สิ… กลิ่นอายเหล่านี้จะไม่มีจากร่างกายได้อย่างไร แปดขวบถูกเรียกเกณฑ์ติดทหาร เก้าขวบฆ่าคนครั้งแรก สิบขวบเข้าสู่สนามรบใหญ่ที่คนกินคนไม่ต่างจากนรกภูมิ แต่เด็กหนุ่มแซ่หลี่ผู้นี้ก็เอาตัวรอดมาได้ ด้วยในใจฝั่งแน่นซึ่งความคับแค้นแก่โชคชะตาและต้องการฝืนลิขิตแห่งชีวิตตน

ตั้งแต่เขาเกิดก็ถูกนับเป็นลูกทาสต้องทัณฑ์แผ่นดิน เป็นคนที่ต่ำกว่าคนเพราะเกิด ณ หอคีตะ

อันหมายถึง ‘หอขับร้องรื่นรมย์’ หรือ ‘หอนางโลม’ ดีๆ นี่เอง หากแต่เป็นหอนางโลมเฉพาะของทางการ

การที่ ‘หลี่ซู่’ เป็นทาสในหอนางโลมนั้นเกิดจากครอบครัวต้องอาญาแผ่นดินในข้อหากบฏ แต่เดิมบิดาของหลี่ซู่เป็นถึง ‘โหวพยัคฆ์เถื่อน’

ตำแหน่งบรรดาศักดิ์ของโลกใบนี้ค่อนข้างแตกต่างจากโลกเดิมของฉางเล่อ… ใช่แล้ว เมื่อกล่าวถึงสิ่งนี้ ฉางเล่อเด็กหนุ่มวัย 14 ปี ไม่ใช่คนของโลกใบนี้ แต่เขา… เหมือนได้ข้ามมิติมายังโลกคู่ขนานที่แตกต่าง

โลกใบนี้มีเสน่ห์ราวกับยุคสมัยโบราณช่วงราชวงศ์ถัง แต่ก็มีบางสิ่งที่รุ่งเรืองและน่าสนใจยิ่งกว่า นั่นคือมีการฝึกวรยุทธ์ที่แท้จริงอันรุ่งเรือง

ขัดเกลาภายนอก ฝึกกำลังภายใน แม้แต่ตำนานเส้นทางแห่งเซียนแท้การฝึกจิตวิญญาณก็มีหลงเหลือให้เห็น

เพียงแต่… หลังจากฉางเล่ออยู่ที่นี่มา 7 ปี เขาก็พบว่าแม้การฝึกวรยุทธ์จะน่าสนใจ แต่ก็ไม่ได้อัศจรรย์จนหนึ่งหมัดทลายขุนเขา หนึ่งก้าวเหยียบเหินเมฆาดุจโบยบินได้

สิ่งอัศจรรย์ที่สุดที่วรยุทธ์ทำให้ดูวิเศษในมุมมองของฉางเล่อหลังมาอยู่โลกใบนี้คือ หนึ่งหมัดของมนุษย์ต่อยให้ศิลาแข็งแตกได้จริงๆ

มนุษย์หนึ่งคนแบกหินหนักๆ พันจิน หมื่นจินได้ [หน่วยวัด ‘จิน’ เท่ากับ 0.5 กิโล แต่ถ้าวัดแบบดั้งเดิมเท่ากับราว 0.6 กิโล]

สิ่งเหล่านี้ฉางเล่อเห็นมากับตา

แต่สิ่งที่ทำให้ฉางเล่อพอจะหลงใหลเสน่ห์ของโลกใบนี้อยู่บ้างกลับเป็น… อายุขัย โลกใบนี้นักยุทธ์มีอายุขัย 100 150 ปีมีให้เห็นมากมาย ปรมาจารย์ในตำนานบางท่านมีอายุได้ถึง 300 ปี แต่นั่นคือตำนาน ส่วนบทพิสูจน์จริงๆ ที่จับต้องได้คือปรมาจารย์ยุทธ์ที่พึงลาโลกใบนี้ไป ที่สละสังขารตอนอายุ 180 ปี ดังนั้นอายุมากสุดที่พบได้ในโลกใบนี้ปัจจุบันคือ 180 ปี

กลับมาที่ตำแหน่งขุนนางแม้จะมีการแบ่งเป็น 9 ขั้น เหมือนขุนนางโบราณในโลกเก่าของฉางเล่อ

แต่ในแต่ละขั้นของขุนนางจะมีชนชั้นย่อยอีก 3 ระดับ เรียกเป็นป้ายทอง เหล็กดำและป้ายไม้

ส่วนบรรดาศักดิ์ขุนนางอันได้แก่กง โหว ป๋อ จื่อ หนาน หากเป็นโลกเก่าของฉางเล่อ เมื่อแต่งตั้งมักตั้งชื่อบรรดาศักดิ์ตามชื่อตามอำเภอ เมืองหรือแว่นแคว้นตามที่ครอบครองดินแดนบรรดาศักดิ์

แต่โลกใบนี้มีสัตว์ร้ายและอสูรโบราณอยู่จริง เกียรติแห่งบรรดาศักดิ์จึงมักตั้งตามบทบาทหรือการได้มาซึ่งตำแหน่งมากกว่า

เช่นครอบครัวของเจ้าเด็กหนุ่ม ‘หลี่ซู่’ ที่พึ่งตายไป ต้นตระกูลของเขาได้รับตำแหน่งโหวจากการปราบราชาอสูรเถื่อน ซึ่งเป็นสัตว์อสูรที่มีลักษณะเหมือน ‘พยัคฆ์’ แต่ร่างใหญ่โตมากกว่า 10 เท่า ว่ากันว่าขนของราชาพยัคฆ์เถื่อน แข็งและหนายิ่งกว่าเหล็กกล้ามากนัก มันทำลายสิบเมือง ฆ่าคนไปร้อยหมื่น ต้นตระกูลของหลี่ซู่สังหารมันได้สำเร็จและนำแผ่นหนังของมันมอบให้องค์จักรพรรดิ จึงเป็นที่มาของต้นตระกูลของหลี่ซู่ ‘โหวพยัคฆ์เถื่อน’

แต่แม้โลกใบนี้จะเต็มไปด้วยตำนานของจอมยุทธ์ แต่เสน่ห์แท้จริงกลับเป็นตำนานของเทพเซียนที่ฉางเล่อยังไม่มีโอกาสได้พิสูจน์ว่ามันมีจริงหรือไม่ นั่นเพราะ… โลกทัศน์ของฉางเล่อต่อโลกใบนี้นั้นสั้นเกินและน้อยเกินไป นอกจากนั้นยังดูจะอเนจอนาถอยู่สักหน่อย

หลี่ซู่ว่ามีชะตาชีวิตแย่แล้ว ฉางเล่อที่ข้ามมิติมาก็ดูจะไม่แย่ไปกว่ากันนัก

เพราะจุดเริ่มต้นโลกใหม่ของฉางเล่อก็ดูจะบัดซบไม่น้อย เขามาอยู่ในร่างของเด็กชายแซ่ปานที่ตายระหว่างทางถูกเกณฑ์เป็นทหารใหม่

ใช่แล้วไอ้เด็กแซ่ปานผู้นี้ถูกเกณฑ์ทหารด้วยอายุ 7 ขวบ ซึ่งแท้จริงกฏแห่งการเกณฑ์ทหารหาได้เปิดรับเด็กชายวัย 7 ขวบไม่ กฏแห่งการเกณฑ์ทหารของโลกใบนี้คือผู้ที่มีอายุ 13 ปีขึ้นไป แต่ที่เด็กแซ่ปานถูกเกณฑ์ทหารนั่นเพราะความบัดซบของโลกใบนี้ เขาถูกครอบครัวทอดทิ้ง

เพื่อให้ลูกคนโตได้มีชีวิตต่อไปเพื่อสืบสกุล คนแซ่ปานผัวเมีย จำใจส่งลูกชายคนเล็ก พร้อมจ่ายสิ้นบนเจ้าหน้าที่ ส่งร่างเด็กชายแซ่ปานที่ฉางเล่อสถิต ส่งให้ไปเกณฑ์ทหารแทนลูกชายคนโต สิ่งที่น่าอเน็จอนาถคือ ไม่ใช่แค่บ้านคนแซ่ปานที่ทำเช่นนี้ แต่หลายบ้านหลากตระกูลก็ทำ ทั้งหมดคือการเอาตัวรอดต่อโลกอันโหดร้าย และเบื้องบนก็ไม่สนใจตรวจสอบเรื่องนี้ด้วย

สาเหตุก็เพราะสงครามติดเมืองดำเนินมากว่า 20 ปีแล้ว หลายครอบครัวทำแม้แต่ฆ่าลูกตัวเองกินเพราะภัยสงคราม

สถานการณ์ของเด็กแซ่ปานที่อันเล่อมาใช้ชีวิตในร่างนี้ว่าแย่แล้ว แต่น้องชายและน้องสาวของเด็กชายแซ่ปานยิ่งแย่กว่า นั่นเพราะน้องชายน้องสาวสามชีวิตของเด็กแซ่ปานในร่างนี้ของฉางเล่อต่างถูกบิดามารดาและพี่ชายจับขายเพื่อแลกเนื้อสด

เป็นเนื้อลูกชายลูกสาวของบ้านอื่นกินประทังชีวิต สิ่งนี้บ่งบอกสถานการณ์ของโลกใบนี้ว่าย่ำแย่และอเนจอนาถขนาดไหน มันคือช่วงเวลาของคนกินคนของแท้

ความจริงเมื่อฉางเล่อได้มาสถิต ณ ร่างเด็กแซ่ปาน เขาก็ควรจะตายในเวลาต่อมาเช่นกัน

แต่ด้วยวาสนาของผู้ข้ามมิติ ฉางเล่อก็เป็นผู้หนึ่งที่…

มีระบบติดตั้ง

หากแต่ระบบของเขาพิเศษกว่าผู้ข้ามภพคนอื่นๆ เสียหน่อย…

ตรงที่…

ฉางเล่อยืนขึ้น แม้ตอนนี้จะเป็นราตรี และอยู่กลางป่าเขา แต่ดวงจันทร์ของโลกใบนี้ช่างกลมโตนัก และมันก็ฉายแสงได้สว่างไสวไม่น้อย

ฉางเล่อวางร่างหลี่ซู่ลง ก่อนจะ… เอี่ยวศีรษะกลับหลัง ด้านหลังของฉางเล่อมีกลุ่มคนบ้างสวมชุดทหารเก่า

บ้างสวมเสื้อผ้าปานหยาบของคนชนชั้นต่ำ แต่ละคนกำลังสั่นกลัวยืนเกาะกลุ่มกันไม่กล้าขยับ นั่นเพราะ… ด้านซ้ายและขวาของพวกเขามีบุรุษชุดทมิฬใบหน้าแสนเย็นชายืนประจำอยู่

ปลายดาบของชายชุดทมิฬทั้งสองมีหยาดโลหิตไหลผ่านปลายดาบ

ฉางเล่อยิ้ม… ยิ้มอย่างเย็นชา

“ทั้งๆ ที่เป็นพี่น้องร่วมค่ายทหารกันแท้ๆ ณ ค่ายทหารที่ 49 ข้าอุส่าเรียกพวกท่านว่าท่านลุงท่านน้าด้วยซ้ำ ตลอดมาข้าก็ไม่เคยผิดต่อพวกท่าน ทั้งยังยอมให้พวกท่านเอาเปรียบด้วยซ้ำ แต่พวกท่านก็ทำสิ่งนี้กันจนได้ พวกท่านต้องการสิ่งนี้กันสินะ” ฉางเล่อมือกำม้วนสารแต่งตั้งขุนนางขั้นแปด เขายกชูมันพร้อมสายตากวาดมองเหล่าคนที่น่าสมเพช ที่ครั้งหนึ่งนับเป็นสหายร่วมเป็นตาย

“ฉางเล่อได้โปรด ปล่อยพวกเราไปเถอะ ข้า… ข้าพอมีเงินตำลึงไม่น้อย เงินนี้คือเงินที่ข้าสะสมจากรางวัลล่าชีวิตพวกทหารกบฏ ข้าให้เจ้า ให้เจ้าหมดเลย ให้เจ้าหมดเลยของแค่เจ้าปล่อยข้า”

“ฉางเล่อได้โปรดเห็นแก่ที่ข้าเคยช่วยเจ้าฝึกหมัดทหาร เจ้าโปรดปล่อยข้าสักครั้งเถอะ ข้าสาบาน ข้าจะไม่มีวันบอกใครว่าแท้จริงแล้วเจ้านั้นเป็น… ผู้ฝึกเซียน!”

เมื่อคำว่าผู้ฝึกเซียนดัง…

“สังหารพวกมันให้ข้า” ฉางเล่อกล่าวคำนี้ ร่างบุรุษใบหน้าเย็นชาตวัดดาบสังหาร

กำลังของสองบุรุษชุดทมิฬช่างน่าประหลาดใจ ทุกดาบที่กวัดแกว่ง ตัดหันร่างมนุษย์ได้ราวกระดาษบางๆ ใบดาบผ่านต้นไม้ ต้นไม้ก็ถูกหันโค่นได้ นิมัน… ไม่ใช่เรี่ยวแรงของมนุษย์แน่นอน

ในเวลาใกล้ตายเหล่าคนโฉดที่ทยอยร่างถูกตัดหันคำรามด่าว่าฉางเล่อเพราะพวกมันรู้ตัวว่าไม่รอดแน่ พวกมันสาปส่งไม่ให้ฉางเล่อได้ตายดี

แต่พวกมันไม่รู้เลยว่า หากวันนี้พวกมันไม่กระทำสิ่งต่ำทราม ฉางเล่อก็ไม่คิด… เปลืองมือสังหารสวะเช่นพวกมัน

ร่างแล้วร่างเล่าล้มลง

จนเมื่อ… ครบ 18 ชีวิต ฉางเล่อถอนหายใจพร้อมร่างบุรุษในชุดทมิฬจางหายเป็นหมอกควันและค่อยๆ หายไป

“หากข้าเป็นผู้ฝึกเซียนก็ดีสิ ข้าจะได้ฆ่าพวกเจ้าด้วยตัวเอง” กล่าวคำนี้จบฉางเล่อหันหลังกลับ จากนั้นอุ้มร่างของหลี่ซู่ขึ้น

“เห็นแก่ที่เจ้าเรียกข้าว่าพี่ใหญ่มาตลอดและเป็นเจ้าที่ถ่ายทอดวรยุทธ์ให้ข้า ข้าจะฝั่งร่างเจ้า ณ ที่ที่มีทิวทัศน์งดงาม เจ้าบอกว่าเจ้าอยากเห็นโลกกว้างและท่องไปทั่วแดนใช่ไหม หากพี่ชายคนนี้ของเจ้าไม่ตายไปก่อน ข้าจะ… ทำทุกความฝันแทนเจ้า”

ป่ามืดฉางเล่อเดินลึกเข้าไปจนมองไม่เห็นตัว